รวบแก๊งมาเฟียอาหรับ เรียกเก็บค่าคุ้มครอง ทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ย่านซอยนานา และจับกุมชายชาวไนจีเรีย หลบหนีเข้าเมือง พร้อมโคเคน ใจกลางกรุงเทพฯ

รวบแก๊งมาเฟียอาหรับ เรียกเก็บค่าคุ้มครอง ทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ย่านซอยนานา และจับกุมชายชาวไนจีเรีย หลบหนีเข้าเมือง พร้อมโคเคน ใจกลางกรุงเทพฯ

​ ​ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
​สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1และ พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.ฯ ปรก.ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมชุดสืบสวน ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย จำนวน ๒ คดี ดังนี้

คดีที่ ๑
​สืบเนื่องจากกรณีที่ น.ส.กนกนุชฯ (นามสมมติ) หญิงสาวคนไทยที่ทำธุรกิจร้านเสริมสวยได้ร้องทุกข์กับสำนักข่าวช่อง 8 ว่าสามีของตน คือ นายมูฮัมหมัดฯ (นามสมมุติ) และลูกชายวัย 3 ขวบ ถูกมาเฟียอาหรับที่เป็นที่รู้จักในย่านซอยนานา (สุขุมวิทซอย 3) ทำร้ายร่างกายและกรรโชกทรัพย์เอานาฬิกา apple watch ของสามีตนไป โดยในวันที่
เกิดเหตุ (3 ก.ค.63) น.ส.กนกนุชฯ ได้เข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี แล้วด้วยส่วนหนึ่ง จึงได้เดินทางมาร้องทุกข์กับทางสื่อมวลชนเพื่อให้ช่วยเสนอข่าวและเร่งรัดการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1
ได้ทราบข่าวของ น.ส.กนกนุชฯ ผ่านทางสำนักข่าวช่อง 8 จึงติดต่อ น.ส.กนกนุชฯ เพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม
และดำเนินการสืบสวน จากนั้นได้พา น.ส.กนกนุชฯ ไป สน.ลุมพินี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ของ สตม. โดยพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้สอบปากคำ น.ส.กนกนุชฯ

 

ซึ่งเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.1 ได้นำข้อมูลที่ได้จากการสอบปากคำมาขยายผลสืบสวนจนทราบชื่อของผู้ก่อเหตุ จนกระทั่งได้ร่วมกันวางแผนจับกุม นายรัชวัลฯ ( RSHOAN ) สัญชาติอิรัก และนายกัสซันฯ ( Ghassan ) สัญชาติซีเรีย ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ ๔๑๕/๒๕๖๓ และ ๔๑๖/๒๕๖๓ ตามลำดับ ลงวันที่ ๒๒ ก.ค.๖๓ ข้อหา “ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ,ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ”
​การจับกุมในคดีนี้เกิดจากการสืบสวนและประสานงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 และสน.ลุมพินี โดยสืบทราบว่า นายรัชวัลฯ พักอยู่คอนโดแห่งหนึ่ง บริเวณ สุขุมวิทซอย 1 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบคอนโดดังกล่าวไม่พบตัว โดยทางนิติบุคคลและผู้ที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดไม่ทราบว่า นายรัชวัลฯ ย้ายไปอยู่ที่ใด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงได้ขอความร่วมมือนิติบุคคลคอนโดและนายหน้าให้เช่าห้องเข้าตรวจสอบภายในห้อง จากการตรวจภายในห้องพบว่า ภายในห้องมีลักษณะสกปรกไม่พบกระเป๋าเดินทาง อุปกรณ์เครื่องใช้ถูกย้ายออกไป ลักษณะคล้ายรีบเก็บสิ่งของเพื่อหลบหนีออกจากห้องอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังพบสายนาฬิกา apple watch เมื่อถ่ายรูปให้ผู้เสียหายดู ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นสายนาฬิกา apple watch ที่ถูกกรรโชกทรัพย์ไป


ข้อมูลเพิ่มเติมที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 สืบสวนพบเพิ่มเติม คือ นายกัสซันฯ เข้ามาและอาศัยอยู่ในราชาณาจักรมาเป็นระยะเวลานาน มีคดีติดตัว 3 คดี ซึ่งอยู่ในระหว่างชั้นพิจารณาของศาล ปัจจุบันทั้ง 3 คดี ศาลสั่งห้ามนายกัสซันฯ เดินทางออกนอกราชอาณาจักร และนายรัชวัลฯ เคยถูกจับกุมในข้อหา “หลบหนีเข้าเมือง” จากการสืบสวนพบว่านายกัสซันฯ และนายรัชวัลฯ ยังหลบหนีการจับกุมตัวของเจ้าหน้าที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
​ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.63 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 สามารถสืบสวนและจับกุมตัวนายรัชวัลฯ ได้ในข้อหา “หลบหนีเข้าเมือง” และได้ประสานการปฏิบัติร่วมกับ สน.ลุมพินี จนสามารถออกหมายจับนายกัสซันฯ และนายรัชวัลฯ ได้ในข้อหา “ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” และ “ร่วมกัน
ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” ทั้งนี้ ได้ประสานให้ พงส.สน.ลุมพินี อายัดตัว นายรัชวัลฯ ไว้แล้ว
​และเมื่อวันที่ 31 ก.ค.63 เวลา 15.30 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 สามารถจับกุมตัว นายกัสซันฯ บริเวณคอนโด สุขุมวิท ซอย 1 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม. ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.415/2563 ลง 22 ก.ค.63 ในข้อหา “ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” และ “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” โดยเจ้าหน้าผู้จับกุมได้นำตัวนายกัสซันฯ ส่ง พงส.สน.ลุมพินี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป​

คดีที่ ๒
จากการสืบสวนของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.๑ ว่ามีคนต่างด้าวสัญชาติ ไนจีเรีย อาศัยอยู่
อย่างผิดกฎหมาย และอาจมียาเสพติดในครอบครองอย่างผิดกฎหมาย โดยสืบทราบว่า ได้พักอาศัยอยู่ที่คอนโด ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร และใช้รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น วีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กทม. เป็นพาหนะ นั้น
​ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.๑ ได้ทำการวางแผนเฝ้าติดตามมาโดยตลอด และเมื่อวันที่
๒๓ ก.ค. ๖๓ เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. ก่อนเกิดเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เฝ้าอยู่บริเวณอาคารจอดรถฯ
ที่ผู้ต้องหาได้จอดรถทิ้งไว้ ได้สังเกตเห็นชายผิวดำ คล้ายคนต่างด้าว (ภายหลังทราบชื่อบุคคลต่างด้าวอ้างชื่อว่า

 


นาย Ubah อายุ ๓๑ ปี สัญชาติ ไนจีเรีย) เดินมาเปิดประตูรถยนต์โตโยต้า รุ่น วีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กทม. คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการแสดงตนและขอตรวจค้นตัวผู้ต้องหา โดยพบ โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Samsung รุ่น เอ๕๐ สีดำ ตรวจค้นรถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น วีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กทม. ของผู้ต้องหา พบยาเสพติดให้โทษประเภท ๒ (โคเคน) ชนิดผงสีขาวอัดก้อน ลักษณะครึ่งวงกลม บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใสแบบมีซิปปิดเปิด จำนวน ๑๒ ถุง ถุงละ ๑ เม็ด บรรจุในกระเป๋าหนังสีขาวแบบมีซิป โดยวางซุกซ่อนอยู่ในช่องเก็บของใต้พวงมาลัยรถยนต์ของผู้ต้องหา จากนั้นผู้ต้องหา ได้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักของตน พบสมุดบัญชีธนาคารกสิกรไทย ๑ เล่ม อีกทั้งตรวจสอบเอกสารประจำตัวคนต่างด้าวผู้ถูกจับไม่สามารถนำมาแสดงให้ดูได้ โดยรับว่าได้หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว โดยจากการสอบถามผู้ต้องหารับว่าได้ซื้อยาเสพติดมาจากชายชาวไนจีเรีย ใช้ชื่อว่า นายนอนโซ่ฯ ซึ่งเชื่อว่าเป็นหนึ่งในเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.๑ ได้เก็บข้อมูลเพื่อทำการสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมเครือข่ายชาวต่างชาติกลุ่มนี้ต่อไป


​จึงแจ้งสิทธิและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ โดยกล่าวหาว่า “มียาเสพติดให้โทษประเภท ๒ (โคเคน) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
​สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th


………………………………………………………………

Related posts