ปัตตานี-ยังไม่พ้นวิกฤติ หลายพื้นที่ยังคงน้ำท่วม สั่งปิดโรงเรียนในเขตเทศบาลทั้งหมด ในขณะที่ คน ปัตตานี ยะลา เรียกร้องให้ เขื่อนบางลาง รับผิดชอบความเสียหาย

ปัตตานี-ยังไม่พ้นวิกฤติ หลายพื้นที่ยังคงน้ำท่วม สั่งปิดโรงเรียนในเขตเทศบาลทั้งหมด ในขณะที่ คน ปัตตานี ยะลา เรียกร้องให้ เขื่อนบางลาง รับผิดชอบความเสียหาย

 

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ วันที่​ 13 มค​ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดปัตตานี​ หลังเขือนบางลางได้ปิดประตูระบายน้ำ​ แต่ยังคงมีมวลน้ำในพื้นที่ต้นน้ำจังหวัดยะลาเป็นจำนวน ยังคงไหลลงสู่แม่น้ำปัตตานี ทำให้มีปริมาณน้ำในแม่น้ำปัตตานีมาก​ ก่อนไหลมาระบายลงสู่ทะเลอ่าวไทยอย่างช้าๆ​ ส่งผลให้พื้นที่หลายอำเภอ​จังหวัดปัตตานี​ ยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เนื่องจากเกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งและเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มริม​ 2​ ข้างฝั่งแม่น้ำปัตตานี และขยายวงกว้าง​ประชาชนหลาย​อำเภอ จังหวัดปัตตานี คือ ต.บาราเฮาะ ต.ปะกาฮารัง ต.สะบารัง ต.จะบังติกอ สร้างผลกระทบความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน เป็นบริเวณกว้าง รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งขณะที่ สถานการณ์น้ำท่วมในทุกพื้นที่เทศบาลเมือง ปัตตานี​ ล่าสุด ​พบว่าน้ำในแม่น้ำปัตตานีมีระดับลดลงจากเมื่อวาน ​

แต่ยังคงมีน้ำไหลลงสู่ทะเลอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี​ บนถนนหลายเส้นทางมีระดับน้ำลดลงประมาน​ 10​ ซม.​ แต่ยังคงท่วมบนถนนอยู่​ โดยเฉพาะในตัวเมือง โดยบางจุดน้ำลดลงกว่าเมื่อวานจนเห็นพื้นถนนแล้ว​ จนขณะนี้บางเส้นทางรถเล็กสามารถสัญจรไปมาได้แล้ว​ มีเพียง ถนนพิพิธ ถนนกลาพอ ถนนยะรัง ถนนสะบารัง และ ถนนจะบังติกอ ยังมีน้ำท่วมสูงถึง 20-40 ซม. อย่างไรก็ตาม ทางเทศบาลเมืองปัตตานียังคงเร่งดำเนินการสูบน้ำระบายลงสู่แม่น้ำปัตตานีอย่างเร่งด่วน​ ซึ่งคาดหมายสถานการณ์น้ำท่วมน่าจะคลี่คลายลง ในช่วง 2-3 วัน

ล่าสุดสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ปัตตานี ได้สรุปสถานการณ์น้ำท่วม จำนวน 8 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง 9 ตำบล 29 หมู่บ้าน 3,684 ครัวเรือน 16,878 คน อ.แม่ลาน 3 ตำบล 21 หมู่บ้าน 4,179 ครัวเรือ 16,976 คน อ.สายบุรี 7 ตำบล 30 หมู่บ้าน 1,417 ครัวเรือน 5,569 คน อ.หนองจิก 9 ตำบล 32 หมู่บ้าน 2,384 ครัวเรือน 9,179 คน อ.กะพ้อ 3 ตำบล 21 หมู่บ้าน 12,967 คน อ.ไม้แก่น 2 ตำบล 8 หมู่บ้าน 4,227 คน อ.ยะรัง 6 ตำบล 16 หมู่บ้าน 1,599 ครัวเรือน 4,851 คน และ อ.ทุ่งยางแดง 3 ตำบล 10 หมู่บ้าน 803 ครัวเรือน 3,896 คน สรุปทั้ง 8 อำเภอ 43 ตำบล 167 หมู่บ้านประชาชนได้รับผลกระทบ 18,337 ครัวเรือน 72,383 คน

อย่างไรก็ตาม ในหลายพื้นที่ของจังหวัดปัตตานีได้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีการแจกถุงยังชีพ ข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงข้าวกล้องและน้ำดื่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อีกทั้งทางกองทัพบกได้จัดรถครัวเคลื่อนที่ ไปยังจุดต่างๆ เพื่อทำอาหารข้าวกล้อง นำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย

พระจริยาลังกา เจ้าคณะจังหวัดปัตตานี เจ้าอาวาสตานีนรสโมสร ได้เปิดโรงทานในวัด ระดมพระเณร ญาติโยม ช่วยกันประกอบอาหารเป็น ข้าวกลาอง และน้ำ นำไปแจกจ่ายชาวบ้านที่ได้รับความเดือนร้อน ในเขตเทศบาลปัตตานี และชุมชนไทยพุทธใน อ.ยะรัง จำนวน 2,000 กว่ากล่อง เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

ในขณะที่สังคมโชเชียล ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้โจมตีการทำหน้าที่ของ เขื่อนบางลง ที่ปล่อยน้ำจากเขื่อนเข้าท่วมพื้นที่ ยะลา และปัตตานี เพราะน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ได้มาจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบริหารน้ำของเชื่อนบางลาง ไม่ก่อนหน้านี้มีการกักน้ำไว้จำนวนมาก และปล่อยออกมาเป็นจำนวนมากในเวลา 3 วัน ทำให้น้ำจากเขื่อนละบายลงแม่น้ำ และทะเลไม่ทัน จึงท่วมทั้ง จ.ยะลา และ ปัตตานี

ในขณะที่ นายชูศักดิ์ สุทธิ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดสภาวะน้ำท่วม หรืออุทกภัยในพื้นที่ จ.ยะลา และ จ.ปัตตานี ในขณะนี้ มิได้เกิดจากสาเหตุการระบายน้ำจากเขื่อนบางลาง เพียงอย่างเดียว อย่างที่ ปชช. ในพื้นที่บางส่วนตั้งคำถามอยู่ในขณะนี้ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 2563 ในพื้นทีภาคใต้ มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง จนถึงช่วงปลายปี และเมื่อวันที่ 4-6 มกราคม 2564 ก็ยังมีปริมาณฝนตกลงมาอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้น ปริมาณน้ำในเขื่อน ก็เพิ่มสูงขึ้น เพราะมีพื้นที่รับน้ำฝนมากถึง 3000 กว่าตารางกิโลเมตร และมีปริมาณฝนตกสะสมเหนือเขื่อนบางลาง เป็นจำนวนมาก ซึ่งวัดได้ในปริมาณที่เกินจากการคาดคิด 3 วัน มีปริมาณน้ำฝนตกสะสม 200 กว่ามิล และในช่วงก่อนหน้านั้น ปริมาณแม่น้ำปัตตานี ตลอดช่วงตั้งแต่ อ.บันนังสตา อ.กรงปินัง อ.เมืองยะลา เขตเทศบาลนครยะลา ก็มีปริมาณน้ำที่ปริ่มตลิ่ง และเออท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำบ้างแล้ว อีกทั้งปริมาณในที่ตกสะสมในพื้นที่ ที่มีมากเช่นกันนั้น

ทางเขื่อนบางลาง และหน่วยงานที่บริหารจัดการน้ำร่วมกัน ก็ยังเป็นห่วงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งบางพื้นที่ก็มีน้ำเริ่มเข้าท่วมแล้ว จึงมีการหารือบริหารจัดการน้ำ จนในที่สุดปริมาณฝนตกสะสมเหนือเขื่อนยังมีปริมาณ เพิ่มขึ้นจนเกินมาตรฐานการรองรับ และเพื่อรักษาความมั่นคงของเขื่อนบางลาง จึงมีการเปิดประตูระบายน้ำออก มวลน้ำทั้งหมดจึงมารวมกับปริมาณฝนตกสะสมในพื้นที่ใต้เขื่อนบางลาง ทำให้ เกิดสถานการณ์น้ำท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

และมวลน้ำดังกล่าวก็จะไหลลงสู่ทะเลที่ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำ แต่อย่างไรก็ตาม หลังการเปิดประตูระบายน้ำแล้ว สถานการณ์ฝนตกก็ลดลง จนเหลือปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนบางลางน้อย และการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 6-10 มค.64 ประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ผ่านมา ก็ช่วยให้ระดับน้ำในเขื่อนลดลง แต่คาดการณ์ว่าหลังจากนี้ ต้องมีการบริหารจัดการน้ำใหม่อีกครั้ง เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนแล้ง

ส่วนใน จ.นราธิวาส นายเจษฏา จิตรัตน์ ผวจ.นราธิวาส เปิดเผยว่า น้ำที่ท่วมขังในอำเภอต่าง เข้าสู่สภาวะปกติ แล้ว ยังเหลือเพียงการท่วมขับใน เขตเทศบาลสุไหงโก-ลก ที่น้ำจาก แม่น้ำสุไหงโก-ลก ยังเอ่อท่วมชุมชนต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำสุไหงโก-ลก ซึ่งทางหน่วยงานในพื้นที่ ได้ดำเนินการ อพยพผู้เดือดร้อน มาอยู่ที่ปลอดภัย

พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. เปิดเผยว่าจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ จ.ยะลาและ จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่รองรับน้ำจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีเขื่อนบางลางเป็นที่รับน้ำหลัฏ แต่เขื่อนบางลางได้รับน้ำอย่างเป็นจำนวนมาก มีความจำเป็นที่จะต้องปล่อยน้ำในเขื่อนออกให้ไหลเข้ามาในพื้นที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่

“การแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ในระยะยาวหรือระยะยั่งยืน ศอ.บต. ได้ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถานบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ตั้งเป็นศูนย์สารสนเทศบริหารจัดการน้ำจังหวัดชาแดนภาคใต้ วางระบบการจัดการน้ำ ทำให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งทุกภาคส่วนกำลังดำเนินการวางแผนอย่างสุดความสามารถ ในการแก้ไขปัญหาระยะยาวเพื่อให้ประชาชนมีน้ำเพียงพอต่อการเกษตร บริโภคอุปโภคและทำให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” โดยขณะนี้ มวลน้ำจากยะลาทั้งหมดไหลไปยังพื้นที่ จ.ปัตตานีแล้ว เชื่อว่าอีก 3-4 วัน สถานการณ์ใน จ.ปัตตานีจะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวจะดำเนินการให้น้ำไหลลงสู่ทะเลเร็วที่สุด

พลเรือตรีสมเกียรติเปิดเผยว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยได้พระราชทานถุงยังชีพพระราชทานผ่าน ศอ.บต. แจกจ่ายไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย มีการดำเนินการพระราชทานถุงมาแล้ว 4 รอบ 7,100 ถุง มอบให้แก่ประชาชน 7,000 ถุง และพระภิกษุสงฆ์ 100 ถุง ในการกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยได้รับความสะดวกจากทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ประชาชนในพื้นที่ต่างรู้สึกตื้นตันในพระมหากรุณาธิคุณที่ทุกภาคส่วนไม่เคยมีใครทอดทิ้งให้ประชาชนโดดเดี่ยว

 

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

Related posts